<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4726" />
  <subtitle />
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4726</id>
  <updated>2026-05-07T09:45:31Z</updated>
  <dc:date>2026-05-07T09:45:31Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17759" />
    <author>
      <name>ณฐาภพ สมคิด</name>
    </author>
    <author>
      <name>นคร ละลอกน้ำ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17759</id>
    <updated>2026-05-07T07:31:04Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่
Authors: ณฐาภพ สมคิด; นคร ละลอกน้ำ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารของกลุ่มเป้าหมาย และศึกษาความต้องการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 2) เพื่อจัดทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ต่อรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ การวิจัยเป็นรูปแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development) วิธีการดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาค้นคว้าเอกสาร หลักการ ทฤษฎีและผลงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ การทำช่องรายการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การวางแผนเตรียมการทำช่องรายการ ระยะที่ 2 จัดท าช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำ หรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ระยะที่ 3 ประเมินและปรับปรุงช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ระยะที่ 4 เผยแพร่และศึกษาความพึงพอใจต่อรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 1) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสาร และศึกษาความต้องการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ทั่วประเทศ ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (Snowball Sampling) 2) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการประเมินคุณภาพรูปแบบช่องรายการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำานวน 3 คน โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในระดับรองศาสตราจารย์ 3) กลุ่มตัวอย่าง สำหรับศึกษาความพึงพอใจ คือ ประชาชนทั่วไปที่เข้ามารับรมรายการจากช่องรายการที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ 1) แบบสอบถาม เรื่อง การทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 2) แบบสัมภาษณ์ความต้องการการทำช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 3) แบบประเมินคุณภาพ รูปแบบช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบช่องรายการสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และการดำเนินการธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาและข้อเสนอแนะการบริหารโครงงานเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้างชุมชน</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17754" />
    <author>
      <name>ศรีวรรณ มีคุณ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17754</id>
    <updated>2026-05-05T02:28:44Z</updated>
    <published>2546-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาและข้อเสนอแนะการบริหารโครงงานเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้างชุมชน
Authors: ศรีวรรณ มีคุณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารโครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชน ทบวงมหาวิทยาลัย และเปรียบเทียบปัญหาการบริหารโครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชน จำแนกตามประเภทสถาบันและพื้นที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากผู้รับผิดชอบโครงการกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้รับผิดชอบโครงการเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้างชุมชนจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 93 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามพื้นที่ปฏิบัติงาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ และคำถามปลายเปิดสำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ, คะแนนเฉลี่ย, ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for windows ในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่าปัญหาการบริหารโครงการเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้างชุมชนในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบปัญหาจำแนกตามประเภทสถาบันและพื้นที่ปฏิบัติงานพบว่าปัญหาการบริหารโครงการเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้างชุมชน จำแนกตามประเภทสถาบันแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และจำแนกตามพื้นที่ปฏิบัติงานพบว่าปัญหาโดยรวมและรายด้าน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสรรทรัพยากรและด้านการประเมินผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะของผู้รับผิดชอบโครงการส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปรับปรุงในด้านการวางแผน การประเมินผลและการจัดสรรทรัพยากร</summary>
    <dc:date>2546-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มุมมองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17748" />
    <author>
      <name>ระพีพัฒน์ เดือนเพ็ญศรี</name>
    </author>
    <author>
      <name>กฤษดา สุรำไพ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ประทีป ปุณวัฒนา</name>
    </author>
    <author>
      <name>เกษมสันต์ พานิชเจริญ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ปนัดดา จูเภาล์</name>
    </author>
    <author>
      <name>เอกยศ มานะสม</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17748</id>
    <updated>2026-04-23T04:32:23Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มุมมองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีต่อการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา
Authors: ระพีพัฒน์ เดือนเพ็ญศรี; กฤษดา สุรำไพ; ประทีป ปุณวัฒนา; เกษมสันต์ พานิชเจริญ; ปนัดดา จูเภาล์; เอกยศ มานะสม
Abstract: การวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการเรียน ปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อการเรียน และความต้องการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 35 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมปานกลาง การเขียนแผนที่ความคิด การบรรยายเหตุการณ์สำคัญ และการสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยด้วยวิธีการเปรียบเทียบความคงที่ของข้อมูล ตรวจสอบความเชื่อถือได้ของข้อมูลโดยวิธีสามเส้า ผลการศึกษาแบ่งได้ 3 หัวข้อ โดยหัวข้อแรกได้แก่ ประสบการณ์ในการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ประกอบด้วย ประสบการณที่ดี คือ (1) ความสัมพันธ์ของเพื่อนในชั้นเรียนดีขึ้น (2) ทักษะบาสเกตบอลของผู้เรียนดีขึ้น (3) สนุกสนานกับการเรียนและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมมากขึ้น ขณะที่ประสบการณ์ที่ไม่ดี คือ ได้รับบาดเจ็บจากการเรียน ส่วนหัวข้อที่ 2 คือปัจจัยเกี่ยวข้องที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ประกอบด้วย ปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนการเรียน ได้แก่ (1) เพื่อนร่วมชั้นเรียนสนับสนุนและคอยช่วยเหลือ (2) เกมพลศึกษาทำให้การเรียนสนุกสนานและน่าสนใจมากขึ้น (3) เรียนในที่ร่ม ทำให้ไม่ร้อนจากแสงแดด (4) อาจารย์สอนสนุกและเป็นกันเองกับนักเรียน ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรคปัญหาต่อการเรียน ประกอบด้วย (1) อุปกรณ์หรือสนามเปียกน้ำ (2) ทักษะพื้นฐานไม่ดี ส่งผลต่อการเล่นเกมพลศึกษา (3) มีการเล่นรุนแรงและขาดความมีน้ำใจนักกีฬา (4) ในสนามมีคนจำนวนมาก เพราะใช้สถานที่ร่วมกับชั้นเรียนอื่น และหัวข้อที่ 3 คือ ความต้องการของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในการเรียนวิชาบาสเกตบอลด้วยเกมพลศึกษา ประกอบด้วย (1) ลดการเล่นรุนแรงและเพิ่มความมีน้ำใจนักกีฬา (2) เพิ่มเกมพลศึกษาให้มีความหลากหลายขึ้น</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17731" />
    <author>
      <name>เพ็ญนภา กุลนภาดล</name>
    </author>
    <author>
      <name>ระพินทร์ ฉายวิมล</name>
    </author>
    <author>
      <name>ดลดาว ปูรณานนท์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17731</id>
    <updated>2026-03-27T06:30:40Z</updated>
    <published>2555-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว และชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก
Authors: เพ็ญนภา กุลนภาดล; ระพินทร์ ฉายวิมล; ดลดาว ปูรณานนท์; ทรงวุฒิ อยู่เอี่ยม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ของครอบครัว และชุมชน สำหรับผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้หลักสูตรเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ของผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในภาคตะวันออก เป็นบิดา หรือมารดา และบุตร ในเขตภาคตะวันออก ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบพื้นที่ (Area Sampling) ได้พื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี จากนั้นทำการสุ่มจังหวัดละ 2 อำเภอ และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างจำนวน 800 ครอบครัว รวม 1,600 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว เป็นบิดา หรือมารดา และบุตร ในเขตภาคตะวันออก ที่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้คัดเลือกโดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ชุมชนละ 1 ครอบครัว ได้เป็นจำนวน 30 ครอบครัว รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถามความเข็มแข็งของครอบครัว และหลักสูตรพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาความเข้มแข็งของครอบครัวในจังหวัดภาคตะวันออก พบว่า ความเข้มแข็งของครอบครัวส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งของครอบครัวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ด้านความมั่นคงของครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.57) ด้านการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.47) และด้านความพึงพอใจในการใช้ชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.39) และด้านการทำหน้าที่ครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =2.33) ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่เคยมีส่วนร่วมกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชน (ร้อยละ 59.9) มีกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชนปีละ 1 ครั้ง (ร้อยละ 30.9) มีกิจกรรมกับเพื่อนบ้านในชุมชนปีละ 2 ครั้ง (ร้อยละ 8.9) และ มีกิจกรรมกับเพื่อนในชุมชนมากกว่า 2 ครั้งต่อปี (ร้อยละ 0.4) 2.การพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัวในภาคตะวันออก โดยใช้หลักสูตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน สำหรับผู้นำชุมชนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน พบว่า ครอบครัวที่ได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวจากอาสาสมัคร หรือผู้นำชุมชน ที่ได้รับการอบรมตามหลักสูตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความเข้มแข็งของครอบครัวในระยะหลังการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการนำหลักสูตรนี้ไปใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งของครอบครัว พบว่า ผู้นำชุมชนอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 90 มีความคิดเห็นว่าหลักสูตรนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านความคิด ความรู้สึก และ พฤติกรรม อันได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ และความสามารถในการประเมินและให้การช่วยเหลือครอบครัวได้เป็นอย่างดี และ ผู้นำชุมชน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน ร้อยละ 85 มีความคิดเห็นว่าการพัฒนาครอบครัวตามหลักสูตรที่จะทำให้เกิดการใส่ใจซึ่งกันและกันและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดภายในครอบครัว</summary>
    <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

