<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4708" />
  <subtitle />
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4708</id>
  <updated>2026-04-18T19:48:23Z</updated>
  <dc:date>2026-04-18T19:48:23Z</dc:date>
  <entry>
    <title>อิทธิพลของบุคลิกภาพและการบริหารจัดการของหัวหน้างานที่มีต่อความยึดมั่นผูกพันในงานนำไปสู่ความก้าวหน้าในการทำงานของพนักงานในกลุ่มโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4700" />
    <author>
      <name>ธีรนุช ศิริจันโท</name>
    </author>
    <author>
      <name>พรรัตน์ แสดงหาญ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วรรณวิชนี ถนอมชาติ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4700</id>
    <updated>2022-09-21T06:58:32Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: อิทธิพลของบุคลิกภาพและการบริหารจัดการของหัวหน้างานที่มีต่อความยึดมั่นผูกพันในงานนำไปสู่ความก้าวหน้าในการทำงานของพนักงานในกลุ่มโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี
Authors: ธีรนุช ศิริจันโท; พรรัตน์ แสดงหาญ; วรรณวิชนี ถนอมชาติ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของบุคลิกภาพและการบริหารจัดการของหัวหน้างานที่มีต่อความยึดมั่นผูกพันในงาน รวมทั้งศึกษาความยึดมั่นผูกพันในงานที่นําไปสู่ความก้าวหน้าในการทํางานของพนักงานกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานฝ่ายผลิตในกลุ่มโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี จํานวน 251 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิและใช้แบบสอบถามเปื้อนเครื่องมือในการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าบุคลิกภาพของหัวหน้างานแบบยอมรับผู้อื่น แบบเปิดเผยสนใจในสิ่งรอบตัวแบบมีจิตสํานึก แบบหว่ันไหวทางอารมณ์และการบริหารจัดการของหัวหน้างานด้านการควบคุมการปฏิบัติงานการชี้นําสั่งการ และการแบ่งหน้าที่งานส่งผลต่อความยึดมั่นผูกพันในงานของพนักงานอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 และความยึดมั่นผูกพันในงานมีความสัมพันธ์กับความก้าวหน้าในการทํางานของพนักงานดังนั้นองค์กรควรพัฒนาด้านบุคลิกภาพและการบริหารจัดการของหัวหน้างานพร้อมทั้งพัฒนาความก้าวหน้าในการทํางานของพนักงาน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดความยึดมั่นผูกพันในงานของพนักงาน</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การวิเคราะห์แบบจำลององค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานประกอบการในภาคตะวันออกของประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4690" />
    <author>
      <name>วรรณวิชนี ถนอมชาติ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ณฤดี พรหมสุวรรณ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4690</id>
    <updated>2022-09-26T04:59:37Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การวิเคราะห์แบบจำลององค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานประกอบการในภาคตะวันออกของประเทศไทย
Authors: วรรณวิชนี ถนอมชาติ; ณฤดี พรหมสุวรรณ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แบบจำลององค์ประกอบเชิงยืนยันของปัจจัยเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานประกอบการในภาคตะวันออกของประเทศไทย เก็บข้อมูลกับประชากรซึ่งเป็นผู้นำสหภาพแรงงานในภาคตะวันออกทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 385 แห่ง โดยใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้างปลายปิด&#xD;
พัฒนาหัวข้อคำถามจากกรอบแนวคิดการสร้างองค์กรสุขภาวะขององค์กรอนามัยโลกและแนวคิดที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามด้วยวิธีการให้คะแนนตามวิธีให้ค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถามและยืนยันความตรงเชิงโครงสร้างของกลุ่มคำถามแต่ละด้านด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ได้รับการตอบกลับมาจำนวน 324 ราย คิดเป็นร้อยละ 84.16 ผลการศึกษาพบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวมของปัจจัยการสร้างองค์กรแห่งความสุข จำนวน 8 องค์ประกอบ มีค่าเป็นบวกและแตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งหมายความว่าองค์ประกอบของตัวแปรทั้ง 8 ด้าน สามารถใช้อธิบายปัจจัยเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถานประกอบการในภาคตะวันออกของประเทศไทย (2 = 347.07, df = 203, 2 /df = 1.70 ,CFI = 0.99, GFI = 0.92, RMSEA = 0.04) เมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรสังเกตได้จากข้อคำถามมีค่าระหว่าง 0.59-0.94 เป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ จากค่าสถิติแสดงให้เห็นแบบจำลองที่มีโครงสร้างองค์ประกอบที่เหมาะสมเชื่อถือได้และถูกต้องสามารถนำมาใช้ในบริบทสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานด้านองค์กรแห่งความสุขหรือองค์กรสุขภาวะในประเทศไทยที่มีลักษณะกลุ่มเป้าหมายคล้ายคลึงกัน และสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเป็นตัวแบบในการพัฒนาองค์กรสุขภาวะต่อไป</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แบบจำลองความสุขในการทำงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4689" />
    <author>
      <name>วรรณวิชนี ถนอมชาติ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วทัญญู สุวรรณเศรษฐ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4689</id>
    <updated>2022-09-21T08:00:59Z</updated>
    <published>2021-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แบบจำลองความสุขในการทำงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
Authors: วรรณวิชนี ถนอมชาติ; วทัญญู สุวรรณเศรษฐ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจระดับความสุขในการทำงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรทางแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และ 2. พัฒนาและยืนยันแบบจำลองความสุขในการทำงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรทางการแพทย์ผู้วิจัยได้เลือกใช้วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างระหว่างตัวแปรต่าง ๆ และลดความคลาดเคลื่อนในการเสนอผลการศึกษาเครื่องมือในการเก็บข้อมูลในการศึกษานี้ได้แก่แบบสอบถามปลายปิดแบบมีโครงสร้างที่พัฒนามาจากแนวคิดความสุขในการทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย เก็บข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์สถานพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร โดยได้รับการตอบกลับคืน จำนวน 318 ราย ผลการศึกษา พบว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเขตกรุงเทพมหานคร มีความสุขในการทำงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 8 ด้านในภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยมีความสุขด้านครอบครัวมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย =3.56 และ S.D. = 0.56) และมีความสุขด้านสุขภาพที่ดี (ค่าเฉลี่ย = 3.44 และ S.D. = 0.56) อยู่ในลำดับน้อยที่สุด นอกจากนั้น เมื่อทดสอบสมมติฐาน พบว่า แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในทุกองค์ประกอบและสามารถใช้อธิบายความสุขในการทำงานทั้ง 8 ด้านของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดีโดยมีค่าไค-สแควร์สัมพันธ์ (X2/df) เท่ากับ 1.19 ในขณะที่ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.95 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องกลมกลืนปรับแก้ (AGFI) เท่ากับ 0.92 และค่าดัชนีวัดระดับค่าความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 0.99 ค่ารากกำลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.02 และเมื่อพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรในแบบจำลองพบว่า ตัวแปรทุกตัวมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.001) และมีค่าเป็นบวกทุกด้าน ค่าดัชนีความสอดคล้องสัมพันธ์ (NFI) มีค่าเท่ากับ 0.95 โดยพบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบความสุขด้านการแสวงหาความรู้มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายของตัวแปรย่อย ได้แก่ ความรับผิดชอบในงานมากที่สุดเท่ากับ 0.62 สามารถใช้อธิบายว่า ความรับผิดชอบในงานเป็นความสุขที่อธิบายความสุขด้านการแสวงหาความรู้เหมาะสมที่สุดถึงร้อยละ 62 ในขณะที่องค์ประกอบความสุขด้านสุขภาพดีมีค่าคะแนนน้ำหนักองค์ประกอบน้อยที่สุดในประเภทของความสุขทั้ง 8 ด้าน แต่อย่างไรก็ตามมีค่าคะแนนน้ำหนักองค์ประกอบเป็นบวกทุกด้านอยู่ระหว่าง 0.75 – 0.89 และมีตัวแปรด้านการดำเนินชีวิตที่ดีซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การทำนาย 0.80 ซึ่งเป็นตัวแปรที่สามารถอธิบายความสุขด้านสุขภาพดีได้มากที่สุดถึงร้อยละ 80</summary>
    <dc:date>2021-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4648" />
    <author>
      <name>ปีราติ พันธ์จบสิงห์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธีระชินภัทร รามเดชะ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4648</id>
    <updated>2022-10-15T09:27:00Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี
Authors: ปีราติ พันธ์จบสิงห์; ธีระชินภัทร รามเดชะ
Abstract: จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมืองจังหวัดชลบุรีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านลักษณะบุคคล ปัจจัยด้านลักษณะงาน ปัจจัยด้านลักษณะขององค์กรและปัจจัยด้านความพึงพอใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณประชากรในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่พนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบสัดส่วนได้จำนวน 285 คน สถิติที่ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติที่การวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณสามารถสรุปได้ดังนี้ ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยด้านลักษณะงานโดยรวมพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 ซึ่งจัดอยู่ในระดับมากที่สุดและค้นพบว่าปัจจัยด้านลักษณะองค์การโดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.63 ซึ่งจัดอยู่ในระดับมากและกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในงานของบุคลากรโดยรวมมีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.94 อยู่ในระดับมากและพบว่าความผูกพันของบุคลากรของบุคลากรที่มีต่อองค์กรโดยรวมมีคะแนนค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการทดสอบสมมติฐานที่พบปัจจัยด้านเพศอายุตาแหน่งสถานที่ทำงานสถานภาพต่างกันไม่มีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรีและปัจจัยด้านระดับการศึกษาแผนกรายได้ต่อเดือนแตกต่างกันมีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนปัจจัยด้านลักษณะงานมีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ (R= .156) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีจำนวน 1 ด้าน คือ ด้านความท้าทายของงานและด้านที่ไม่มีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยรวมได้แก่ ด้านความอิสระในการทำงาน ด้านโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้านความหลากหลายของงาน ตาม ลำดับ ส่วนผลการทดสอบปัจจัยด้านลักษณะขององค์กร มีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ (R= .013) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าไม่มีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และผลการทดสอบปัจจัยด้านความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยรวมอยู่ในระดับต่ำ (R= .032) มีจำนวน 1 ด้าน คือ ด้านนโยบายองค์กรและด้านที่ไม่มีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงานเทศบาลในอำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี โดยรวมได้แก่ ด้านคุณสมบัติของบุคคล ด้านลักษณะงาน ตามลำดับ</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

