<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community: คณะบริหารธุรกิจ</title>
  <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4705" />
  <subtitle>คณะบริหารธุรกิจ</subtitle>
  <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4705</id>
  <updated>2026-03-29T04:21:08Z</updated>
  <dc:date>2026-03-29T04:21:08Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจกู้เงินนอกระบบในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ๑๙ : กรณีศึกษาประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17673" />
    <author>
      <name>วิชญาดา ถนอมชาติ</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17673</id>
    <updated>2026-02-24T12:10:53Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจกู้เงินนอกระบบในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ๑๙ : กรณีศึกษาประเทศไทย
Authors: วิชญาดา ถนอมชาติ
Abstract: งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สร้างผลกระทบต่ออการตัดสินใจกู้ยืมเงินนอกระบบสถาบันการเงิน และเพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของบุคคลและระดับทักษะทางการเงิน กำหนดกลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยวิธีการแบ่งโควต้า (Quota Sampling) ตามระดับภูมิภาค ประกอบด้วยพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล และ 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในแต่ละภูมิภาค ผู้วิจัยใช?เกณฑ์การสุ่มตัวอย่างในมิติรายได้ที่ได้รับซึ่งเป้นรายได้ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จำนวนทั้งสิ้น 900 ตัวอย่าง ผ่านการเก็บข?อมูลจากแบบสอบถามในช่วงอายุของผู้ตอบแบบสอบถามตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 75 ปี ซึ่งผู้วิจัยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐานด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ความถดถอยโพรบิท (Probit Regression Analysis) และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเสนพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ทำการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน การมีเงินออม ระดับการศึกษา ผลกระทบที่มีต่อการประกอบอาชีพภายหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในด้านการถูกพักงานโดยได้รับเงินเดือนน้อยลง การถูกพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน การถูกเลิกจ้าง/ปลดออกจากงาน โดยได้รับเงินชดเชย การถูกเลิกจ้าง/ปลดออกจากงาน โดยไม่ได้รับเงินชดเชย การปิดกิจการ ยอดขายที่ลดลง ระดับความรู้ทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงินมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจกู้ยืมเงินนอกระบบ ในขณะที่ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนกับระดับทักษะทางการเงินพบว่า ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนามีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับระดับทักษะทางการเงินของบุคคลผู้วิจัยมีความเห็นว่าการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านนโยบายหรือมาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการให้ความรู้แก่ภาคประชาชนทางด้านทักษะทางการเงินและความรู้ด้านความสำคัญของการออมเงิน รวมถึงการพัฒนาระดับรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ต่ำอันเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบสูงในยามที่เกิดการขาดสภาพคล้องทางการเงิน</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางแสน</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17672" />
    <author>
      <name>ณัฎฐกานต์ พฤกษ์สรนันทน์</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17672</id>
    <updated>2026-02-24T11:39:40Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์กับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางแสน
Authors: ณัฎฐกานต์ พฤกษ์สรนันทน์
Abstract: งานวิจัยนี้มีขึ้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวบางแสน จังหวัดชลบุรี และเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวบางแสน จังหวัดชลบุรี เพื่อเปรียบเทียบความต้องการเดินทางมาเที่ยวบางแสนตามข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามสำรวจผ่านเครื่องมือทางวิจัยด้วยแบบสอบถามที่มีโครงสร้าง ประกอบด้วยคำถามปลายปิด และปลายเปิด เพื่อหาข้อเสนอแนะในการปรับปรุงเชิงพืืนที่ต่อไป สุ่มตัวอย่างแบบสะดวก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิธีการวิเคราะห์ผล งานวิจัยยังพบอีกว่า ข้อมูลทั่วไปของนักท่องเที่ยว ลักษณะและประสบการณ์ในการท่องเที่ยว ส่งผลต่อความพฤติกรรมในการท่องเที่ยว อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยว ทั้งในระดับท้องที่และระดับที่สูงขึ้นไป จึงควรมีนโยบายและกลยุทธ์ เพื่อรองรับการพัฒนาของแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้ง ควรมีการฝึกอบรม บุคลากรเพื่อยกระดับการบริการการท่องเที่ยวมุ่งเน้นคุณภาพของประสบการณ์นันทนาการที่นักท่องเที่ยวพึงได้รับ ผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17671" />
    <author>
      <name>อาภาพร อรรคปัญญา</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17671</id>
    <updated>2026-02-24T11:17:34Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: อาภาพร อรรคปัญญา
Abstract: การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้เกี่ยวกับการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์(E-document) สภาพปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณ อิเล็กทรอนิกส์ (E-document) ของบุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และแนวทางการพัฒนาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-document) อย่างมีประสิทธิภาพของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช้วิจัยเชิงสำรวจ (Survey research method) และทำการเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ คณาจารย์ และบุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพาที่ใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-document) จำนวน ๕๖ คน ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัยตามขั้นตอนต่าง ๆ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๓ ท่าน ทำการตรวจ IOC และดำเนินการปรับแก้แบบสอบถามหลังการหาค่า IOC แล้วน าไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริงที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งได้แก่ คณาจารย์และบุคลากรส่วนงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ด้วยการหาความสอดคล้องภายในของค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach, 1970) ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๙๕ โดยสรุปผลการวิจัยจากการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นคณาจารย์และบุคลากร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวนทั้งสิ้น ๕๖ คน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ซึ่งมีอายุระหว่าง ๓๑-๔๐ ปี มีการศึกษาระดับปริญญาโท มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า ๑๕ ปี และส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการอบรม แต่ได้รับการถ่ายทอดวิธีการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของการวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์โดยภาพรวมพบว่า มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อย่อยพบว่า ข้อที่มีความเห็นด้วยในระดับมากที่สุด ได้แก่ สามารถเข้าสู่ระบบ (login) โดยใช้ Username และ Password ได้อย่างถูกต้อง และการวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์พบว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีความเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก จำนวน ๓ ด้าน ได้แก่ ๑. ด้านความรวดเร็ว เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อย่อยพบว่า ข้อที่มีความเห็นด้วยอยู่ในระดับ มากที่สุด ได้แก่ การเข้าถึงระบบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์มีความสะดวกและรวดเร็ว ๒. ด้านคุณภาพบริการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อย่อยพบว่า ข้อที่มีความเห็นด้วยอยู่ใน ระดับมากที่สุด ได้แก่ เจ้าหน้าที่สารบรรณมีความสุภาพ เรียบร้อย ๓. ด้านความถูกต้อง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีความเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การแสดงผลของระบบมีความถูกต้อง ในส่วนของการวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาการใช้งานระบบสารบรรณ อิเล็กทรอนิกส์ด้านปัญหา พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีความเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ปัญหาความเข้าใจในการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์และการวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์พบว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อย่อยพบว่า ข้อที่มีความเห็นด้วยในระดับมากที่สุด ได้แก่ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ประหยัดเวลาและทรัพยากรของหน่วยงาน เช่น ประหยัดกระดาษ ประหยัดเวลา</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ สื่อออนไลน์ และสื่อออฟไลน์ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา</title>
    <link rel="alternate" href="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17661" />
    <author>
      <name>รสรินทร์ ธงชัย</name>
    </author>
    <id>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17661</id>
    <updated>2026-02-24T02:11:50Z</updated>
    <published>2569-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ สื่อออนไลน์ และสื่อออฟไลน์ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา
Authors: รสรินทร์ ธงชัย
Abstract: การประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาดในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรประเภทใดหรือมีขนาดเท่าไรก็ตาม ประกอบกับเทคโนโลยีของสื่อในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทันสมัย และมีความหลากหลายซึ่งส่งผลถึงการมีกลุ่มผู้ใช้งานหลายกลุ่มตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น การดำเนินงานผลิตและเผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาดซึ่งมีคอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญ จึงต้องมีความรวดเร็ว ถูกต้อง สร้างสรรค์ ปลอดภัย ไม่ละเมิดกฎหมาย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการสื่อสารและสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามคำกล่าวที่ว่า “Content is King” ดังนั้น ผู้จัดทำจึงคาดหวังว่าคู่มือการผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ สื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพานี้ จะเป็นแนวทางการปฏิบัติงานเบื้องต้นให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการให้บริการกับผู้รับบริการและปฏิบัติงานได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก&#xD;
ผู้ปฏิบัติงานจึงควรศึกษาเพิ่มเติมและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเสมอตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิด&#xD;
ขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งนำประสบการณ์ ข้อสังเกตที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน มาพัฒนาความคิด&#xD;
สร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสื่อและพฤติกรรมของผู้ใช้สื่ออยู่เสมอ</summary>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

