<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4734</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 21 Apr 2026 22:16:26 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-21T22:16:26Z</dc:date>
    <item>
      <title>สมรรถนะและการปล่อยสารมลพิษของเครื่องยนต์ดีเซลจากการใช้ดีเซลผสมกับปาล์มเอทิลเอสเตอร์ เอทิลอะซิเตท และเอทานอล</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4696</link>
      <description>Title: สมรรถนะและการปล่อยสารมลพิษของเครื่องยนต์ดีเซลจากการใช้ดีเซลผสมกับปาล์มเอทิลเอสเตอร์ เอทิลอะซิเตท และเอทานอล
Authors: เอกชัย สุธีรศักดิ์; เจริญ ชินวานิชย์เจริญ; สถาพร เชื้อเพ็ง
Abstract: การปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนและฝุ่นละอองขนาดเล็กจากเครื่องยนต์ดีเซลส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เชื้อเพลิงดีเซลผสมกับสารที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ เช่น แอลกอฮอล์และเอสเตอร์กำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการปล่อยสารมลพิษทั้งสอง งานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาสมรรถนะและการปล่อยสารมลพิษต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ดีเซลแบบฉีดตรง หนึ่งสูบ สี่จังหวะ ณ ความเร็วรอบ 3,000 rpm และเปลี่ยนแปลงภาระงาน โดยใช้ดีเซลผสมกับปาล์มเอทิลเอ&#xD;
สเตอร์และเอทิลอะซิเตทร้อยละ 5 (PEE5Ea5) และเอทานอล ซึ่งเพิ่มถึงร้อยละ 20 โดยปริมาตร เมื่อเทียบกับดีเซล และดีเซลผสมกับปาล์มเอทิลเอสเตอร์ร้อยละ 5 (PEE5) ผลการทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ แสดงให้เห็นว่า การใช้ PEE5Ea5 และ เอทานอลซึ่งเพิ่มถึงร้อยละ 20 นำไปสู่การลดลงอย่างต่อเนื่องของสมรรถนะของเครื่องยนต์ตามการเพิ่มเอทานอล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ พบว่า การใช้ PEE5Ea5 ผสมกับเอทานอลร้อยละ 5 มีประสิทธิภาพทางความร้อนเบรคเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับ PEE5 และใกล้เคียงกับดีเซล ขณะที่การเพิ่มขึ้นของความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำเพาะเบรคไม่เกินร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับดีเซล ณ กำลังงานเบรค 4 kW ยิ่งไปกว่านั้น การวัดสารพิษต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ แสดงให้เห็นว่า การใช้ PEE5Ea5 ผสมกับเอทานอลสูงถึงร้อยละ 20 นำไปสู่การลดลงอย่างต่อเนื่องของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนทริกออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และฝุ่นละออง เนื่องจากการผสมเอทิลอะซิเตท และเอทานอล ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ และการลดลงของอัตราส่วนคาร์บอนต่อไฮโดรเจน ซึ่งนำไปสู่การลดลงของอุณหภูมิการเผาไหม้ แต่มีการเพิ่มขึ้นของไฮโดรคาร์บอนเมื่อเทียบกับดีเซล และ PEE5</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4696</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การผลิตคอนกรีตบล็อคชนิดรับน้ำหนักจากจีโอพอลิเมอร์จากเถ้าถ่านหิน</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3281</link>
      <description>Title: การผลิตคอนกรีตบล็อคชนิดรับน้ำหนักจากจีโอพอลิเมอร์จากเถ้าถ่านหิน
Authors: วิเชียร ชาลี; Panha Huy; Soklam Mov
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาผลของปริมาณมวลรวม ความเข้มข้นของสารละลาย NaOH และอุณหภูมิบ่ม ต่อกำลังอัด และการดูดซึมน้ำของคอนกรีตบล็อคชนิดรับน้ำหนักจากจีโอพอลิเมอร์จากเถ้าถ่านหิน โดยเตรียมจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อกจาก&#xD;
เถ้าถ่านหินแม่เมาะ โซเดียมซิลิเกต (Na2 SiO3) และโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ซึ่งกำหนดอัตราส่วนโดยโมลาร์ระหว่าง SiO2/Al2O3 คงที่ และใช้ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ เท่ากับ 12 14 16 และ 18 โมลาร์ ใช้หินฝุ่นเป็นมวลรวมในส่วนผสมในอัตราส่วน เถ้าถ่านหิน:หินฝุ่น เท่ากับ 1:4 (S) 1:6 (M) และ 1:8 (L) โดยน้ำหนัก เตรียมจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อคโดยใช้เครื่องอัดชนิดซินวา-แรม หลังจากนั้นบ่มจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อคในอากาศที่อุณหภูมิห้อง (25 oซ) และที่อุณหภูมิ 65o ซ เป็นเวลา 24 ชม. และบ่มต่อเนื่องที่อุณหภูมิห้องจนถึงอายุทดสอบ ทำการทดสอบกำลังอัดของคอนกรีตบล็อคที่อายุ 7 14 และ 28 วัน ตลอดจนทดสอบการดูดซึมน้ำในจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อคที่อายุทดสอบ 28 วันผลการศึกษาพบว่า เมื่อความเข้มข้นของ NaOH และอุณหภูมิบ่มที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังอัดของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อคมากขึ้น การดูดซึมน้ำในจีโอพอลิเมอร์บล็อคลดลงเมื่อกำลังอัดสูงขึ้น ปริมาณมวลรวมในส่วนผสมจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อค ที่มากขึ้นไม่เกินปริมาณ M (เถ้าถ่านหิน:หินฝุ่น เท่ากับ 1:6) ให้กำลังอัดสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กำลังอัดมีแนวโน้มลดลงเมื่อใช้มวลรวมในส่วนผสมสูงถึงปริมาณ L (เถ้าถ่านหิน:หินฝุ่น เท่ากับ 1:8) นอกจากนั้นพบว่า อุณหภูมิบ่มที่สูงขึ้นมีประสิทธิภาพต่อการเพิ่มกำลังอัดของจีโอพอลิเมอร์คอนกรีตบล็อคในกลุ่มที่ใช้ความเข้มข้นของ NaOH ต่ำ มากกว่าความเข้มข้นของ NaOH สูง</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2559 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/3281</guid>
      <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ลายน้ำดิจิตอลในรูปภาพและวีดิทัศน์</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/2803</link>
      <description>Title: ลายน้ำดิจิตอลในรูปภาพและวีดิทัศน์
Authors: จันทนา ปัญญาวราภรณ์
Abstract: ในปัจจุบันเทคโนโลยีการทำลายน้ำดิจิตอลเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้น การทำลายน้ำดิจิตอลของรูปภาพ เสียง วีดิทัศน์ และมัลติมีเดีย มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงสิทธิและยืนยันความเป็นเจ้าของบทความนี ้นำเสนอทฤษฎีและพื้นฐานการทำลายน้ำดิจิตอล คุณสมบัติของลายน้ำดิจิตอล เทคนิคการทำลายน้ำดิจิตอล &#xD;
รวมไปถึงวิธีการประเมินผล ในส่วนสุดท้ายนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคนิคการทำลายน้ำดิจิตอลรูปภาพและวีดิทัศน์ในโดเมนเชิงพื้นที่และความถี่</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2557 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/2803</guid>
      <dc:date>2557-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การประเมินการแทรกซึมของคลอไรด์ระยะยาวในคอนกรีตภายใต้สิ่งแวดล้อมทะเลจาก ผลทดสอบโดยวิธี Bulk diffusion test</title>
      <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/2795</link>
      <description>Title: การประเมินการแทรกซึมของคลอไรด์ระยะยาวในคอนกรีตภายใต้สิ่งแวดล้อมทะเลจาก ผลทดสอบโดยวิธี Bulk diffusion test
Authors: วิเชียร ชาลี; ปุณยวีร์ นิลรัตน์; วัฒนา พุธโธทา
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินการแทรกซึมของคลอไรด์ระยะยาวในคอนกรีตภายใต้สิ่งแวดล้อมทะเล จากผลทดสอบ&#xD;
โดยวิธี Bulk diffusion test โดยใช้ส่วนผสมคอนกรีตที่แทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ด้วยเถ้าถ่านหินจากแม่เมาะ&#xD;
ในอัตราส่วนร้อยละ 0 15 25 35 และ 50 โดยน้ำหนักวัสดุประสาน และมีอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสาน 0.45 0.55 และ 0.65&#xD;
(ส่วนผสมเดียวกับคอนกรีตที่แช่ในสิ่งแวดล้อมทะเลเป็นเวลา 12 ปี ) หล่อตัวอย่างคอนกรีตทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าน&#xD;
ศูนย์กลาง 100 มม. สูง 200 มม. เพื่อทดสอบการแทรกซึมของคลอไรด์โดยวิธี Bulk diffusion test (แช่ตัวอย่างคอนกรีต&#xD;
ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) เข้มข้น 2.8 โมลาร์เป็นเวลา 35 วัน) นอกจากนั้น ได้เก็บตัวอย่างคอนกรีตที่แช่ในน้ำ&#xD;
ทะเลบริเวณน้ำขึ ้นน้ำลงเป็นเวลา 12 ปี มาทดสอบการแทรกซึมของคลอไรด์โดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ผลการศึกษาพบว่า&#xD;
การใช้เถ้าถ่านหินแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ในปริมาณที่มากขึ ้น ส่งผลให้การแทรกซึมของคลอไรด์ที่ทดสอบ&#xD;
โดยวิธี Bulk diffusion test มีแนวโน้มลดลง และเป็นไปในทิศทางเดียวกับสัมประสิทธิ์การแทรกซึมของคลอไรด์ในคอนกรีต&#xD;
หลังแช่ในสิ่งแวดล้อมทะเลเป็นเวลา 12 ปี นอกจากนั้น คอนกรีตที่มีอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานที่ต่ำลง ส่งผลให้การแทรกซึม&#xD;
ของคลอไรด์ในคอนกรีตธรรมดามีค่าลดลงมากกว่าคอนกรีตที่ผสมเถ้าถ่านหิน การศึกษาครั้งนี้ สามารถประเมินการแทรกซึม&#xD;
ของคลอไรด์ในคอนกรีตที่แช่ในสิ่งแวดล้อมทะเลระยะยาว จากผลการทดสอบโดยวิธี Bulk diffusion test ได้</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2558 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/2795</guid>
      <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

