<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4735">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/4735</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17746" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17624" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17612" />
        <rdf:li rdf:resource="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17510" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-22T11:42:13Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17746">
    <title>การพัฒนากะปิลดโซเดียม</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17746</link>
    <description>Title: การพัฒนากะปิลดโซเดียม
Authors: รังสิมา ดรุณพันธ์
Abstract: กะปิเป็นอาหารหมักจากกุ้งของประเทศไทย มีสีม่วงชมพูไปจนถึงน้ำตาลดำ กลิ่นเฉพาะตัว นิยมนำมาบริโภคเป็นเครื่องปรุงรสอาหารกันอย่างแพร่หลาย แต่อย่างไรก็ตาม กะปิมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงเนื่องจากเกลือถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิต งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากะปิสูตรลดโซเดียม โดยทดแทนด้วยเกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ จากนั้นนำมาทดสอบทดสอบทางประสาทสัมผัส และวิเคราะห์องค์ประกอบทางกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์ของกะปิสูตรลดโซเดียมที่คัดเลือกเปรียบเทียบกับสูตรทั่วไป ซึ่งกะปิถูกพัฒนาขึ้นมาทั้งหมด 5 สูตร คือ สูตรทั่วไป (con) และสูตรลดโซเดียม 4 สูตร (A, B, C และ D) จากนั้นคัดเลือกอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 50 คน ทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยแบบสอบถาม Facial hedonic scaling แบบ 5 ระดับ โดยทำแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานและประเมินความพึงพอใจทางประสาทสัมผัสในด้านลักษณะที่ปรากฏ สี กลิ่น เนื้อสัมผัส รสชาติ และความพึงพอใจ จากผลการทดลองพบว่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจด้านลักษณะที่ปรากฎ สี กลิ่น เนื้อสัมผัส รสชาติ และความพึงพอใจโดยภาพรวมของสูตรทั่วไป (con) กับสูตรลดโซเดียม B ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงคัดเลือกกะปิสูตรลดโซเดียม B ที่มีอัตราส่วนของ NaCl:KCl เท่ากับ 50:50 มาวิเคราะห์องค์ประกอบทางกายภาพ เคมี และความหลากหลายของจุลินทรีย์ พบว่ากะปิสูตรลดโซเดียม B มีค่าพีเอช ร้อยละของความชื้น และค่า aw เท่ากับ 7.12, 33.35 และ 0.692 ตามลำดับ ปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และเถ้า เท่ากับ 13.97, 24.24, 1.85 และ 26.43 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ ปริมาณโซเดียมในกะปิสูตรลดโซเดียม B มีค่าเท่ากับ 4,030.09?6.89 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งลดลงจากกะปิสูตรทั่วไป (5,816.38?2.56 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) คิดเป็นร้อยละ 30.71 ในขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมเพิ่มขึ้น 13.41 เท่า เมื่อเทียบกับสูตรทั่วไป ส่วนชนิดของกรดอะมิโนและกรดไขมันที่พบในกะปิทั้งสองสูตรมีความคล้ายคลึงกัน อีกทั้งความหลากหลายของแบคทีเรียที่พบในกะปิทั้งสูตรทั่วไปและสูตรลดโซเดียมที่คัดเลือกนั้นมีความใกล้เคียงกัน และยังเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหมัก การสร้างกลิ่นรสและสีในกะปิ ดังนั้น สรุปได้ว่ากะปิสูตรลดโซเดียม B ที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพทดแทนกะปิสูตรทั่วไปในการปรุงประกอบอาหารได้ ทั้งในบุคคลทั่วไปที่ต้องการลดปริมาณโซเดียมในอาหาร หรือผู้ป่วยที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียมได้</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17624">
    <title>ผลการรักษาด้วยคลื่นกระแทกต่อการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อในกลุ่มผู้ที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17624</link>
    <description>Title: ผลการรักษาด้วยคลื่นกระแทกต่อการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อในกลุ่มผู้ที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ
Authors: พิจักขณา วาศวิท; นงนุช ล่วงพ้น; พรพิมล เหมือนใจ; กุลธิดา กล้ารอด; อรณัฐ สุขโข; ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์; ภูริชญา วีระศิริรัตน์; ณัฐศุภา สิงหสุต; พรลักษณ์ แพเพชร์ เสือโต; จันทร์ทิพย์ นามสว่าง; อรชร บุญลา
Abstract: การบำบัดด้วยคลื่นกระแทกจากภายนอกชนิดโฟกัส (focused-extracorporeal shockwave therapy: fESWT) ได้รับการนำมาใช้ในการจัดการอาการปวดเรื้อรังเมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการลดความแข็งของกล้ามเนื้อและอาการปวดในกลุ่มพนักงานออฟฟิศยังไม่ได้รับการศึกษามากนัก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของ fESWT และกลุ่มควบคุม (sham-fESWT) ในการบรรเทาความแข็งของกล้ามเนื้อ อาการปวด และความบกพร่องด้านการทำหน้าที่ วิธีการ: พนักงานออฟฟิศ 64 คน (อายุเฉลี่ย 31.4±9.5 ปี) ที่มีภาวะ&#xD;
myofascial pain syndrome (MPS) บริเวณกล้ามเนื้อ trapezius ส่วนบน ถูกสุ่มเข้ากลุ่ม fESWT หรือ shamfESWT อย่างละเท่า ๆ กัน โดยได้รับการบำบัดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ที่ความถี่ 4 Hz และพลังงานรวม 0.1–0.232 mJ/mm² มีการวัดผลก่อนการรักษา ทันทีหลังการรักษา สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 4 โดยใช้shear modulus (ความแข็งของเนื้อเยื่อ), Visual Analog Scale (VAS) และ Neck Disability Index (NDI) ผลการศึกษา: พบว่า shear modulus ที่จุด trigger point ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทันทีหลังการรักษา (‒6.1 kPa, p=0.009) และที่ aponeurosis ส่วนล่างลดลงหลัง 4 สัปดาห์ (‒5.3 kPa, p=0.004) นอกจากนี้ คะแนน VAS ลดลงในทุกช่วงเวลาหลัง fESWT (p&lt;0.05) ขณะที่กลุ่ม sham-fESWT ก็มีคะแนนลดลงในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายคะแนน NDI ลดลงในทั้งสองกลุ่มหลังการรักษา 4 ครั้ง (p&lt;0.05) โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม สรุป:การบำบัดด้วย fESWT มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความแข็ง และความบกพร่องในการทำหน้าที่อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาผลทางจิตวิทยาที่อาจเกิดจากการบำบัดแบบหลอก (sham-fESWT) ที่ส่งผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวดและการทำหน้าที่ การศึกษาต่อไปควรมุ่งเน้นเพื่อหาจำนวนครั้งและความเข้มของการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
Description: ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ 2567 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17612">
    <title>ผลของสาหร่ายหนาม Acanthophora spicifera และสาหร่ายผักกาดทะเล Ulva rigida ต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ในพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17612</link>
    <description>Title: ผลของสาหร่ายหนาม Acanthophora spicifera และสาหร่ายผักกาดทะเล Ulva rigida ต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ในพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว
Authors: ธนพรรณ เสียงแจ่ม</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17510">
    <title>ผลของการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต่อความหนาตัว การทำงานของกล้ามเนื้อหลังและการทรงตัวในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง</title>
    <link>https://buuir.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/17510</link>
    <description>Title: ผลของการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต่อความหนาตัว การทำงานของกล้ามเนื้อหลังและการทรงตัวในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง
Authors: ภูริชญา วีระศิริรัตน์; พรพิมล เหมือนใจ; จันทร์ทิพย์ นามสว่าง; ณัฐศุภา สิงหสุต; ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์; อรชร บุญลา; นงนุช ล่วงพ้น; กุลธิดา กล้ารอด; คุณาวุฒิ วรรณจักร; พิมลพรรณ ทวีการ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฝึกการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวกับการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวปกติต่อความหนาตัวของกล้ามเนื้อ การทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง โดยอาสาสมัครที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง เรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง จำนวน 38 คน ถูกลุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 19 คน ได้แก่ กลุ่มที่ฝึกด้วยการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และกลุ่มที่ฝึกการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ทำการฝึก 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินผลด้วยการวัดการทำงานของกล้ามเนื้อ ความหนาตัวของ กล้ามเนื้อ การทรงตัว และภาวะทุพพลภาพ ก่อนการรักษาและหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างภายในกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวหลังการติดตามผลที่ 4 สัปดาห์ และ 6 สัปดาห์ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการทำงานกล้ามเนื้อ และ ความหนาตัวของกล้ามเนื้อขณะพัก และหดตัวของกล้ามเนื้อ Transversus abdominis, Multifidus และ Gluteus maximus การทรงตัวขณะยืนแบบ weight bearing และภาวะทุพพลภาพที่ลดลง (P-0.05) อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่ได้รับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวพบวความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการทำงานกล้ามเนื้อ multifidus ที่การติดตามผลที่ 4 และ 6 สัปดาห์ และพบความหนาตัวของกล้ามเนื้อขณะพักของ Transversus abdominis, Multifidus และ Gluteus maximus และพบขณะหดตัวของกล้ามเนื้อ Transversus abdominis ที่การติดตามผล 4 สัปดาห์ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่ฝึกด้วยการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีค่าตัวแปรทุกตัวดีขึ้นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพียงอย่างเดียว การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกด้วยการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีประสิทธิภาพในการเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ความหนาตัวของกล้ามเนื้อ การ ทรงตัว และภาวะทุพพลภาพ หลังการออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ดังนั้นการจำกัดการไหลเวียนโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยนักกายภาพบำบัดในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจงในอนาคตต่อไปได้
Description: ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัย ประเภทเงินรายได้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

